วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

6 แผนการเงินที่ควรทำ

จัดทำโดย น.ส นันทนัช กุลพัฒน์ 4902100685

ชื่อเรื่อง 6 แผนการเงินที่ควรทำ
คุณรึเปล่า ที่เมื่อต้นปีหมายมั่นปั้นมือว่าปีนี้อยากจะมี "แผนการเงินส่วนตัว" แต่ผ่านพ้นไปครึ่งปีแล้ว ทุกอย่างยังเป็นวุ้นอยู่เลย
ไม่เป็นไร ยังเหลืออีกตั้งครึ่งปี ยังไม่สายเกินไปหรอก ถ้าคุณจะลงมือจัดทำแผนการเงินส่วนตัวอย่างจริงจัง
หลายคนยังมีข้ออ้างเดิมๆ ว่าไม่มีเวลา แต่ก็มีอีกไม่น้อยเหมือนกันที่อาจจะเก้ๆ กังๆ เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นลงมือจากตรงไหนดี
Fundamentals ฉบับนี้หยิบแบบอย่างการทำแผนการเงินส่วนตัวคร่าวๆมานำเสนอกันอีกครั้ง เพื่อกระตุ้นเตือนให้คุณลงมือทำแผนการเงินสำเร็จลุล่วง
เส้นทางสู่อิสรภาพทางการเงินจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากคุณยังใช้ชีวิตแบบปล่อยปละละเลย ขาดแผนการเงิน (FINANCIAL PLAN) ที่จะช่วยเป็นสะพานสานฝันให้คุณ
เพราะแผนการเงินจะเป็นตัวกำหนดทิศทาง และตัดสินใจทางการเงิน เพื่อให้คุณสามารถบรรลุถึงเป้าหมายทางการเงินอย่างที่คุณต้องการ ยิ่งเริ่มต้นวางแผนการเงินเร็วมากเท่าไหร่ และตามติดด้วยความมีวินัย ความสม่ำเสมอ คนๆ นั้นก็เข้าใกล้อิสรภาพทางการเงินเข้าไปทุกที
ถ้าไม่อยากให้ตัวเองลำบากตอนแก่ รีบลงมือวางแผนการเงินของตัวเองซะ จัดระเบียบการใช้เงินที่ได้รับมาแต่ละเดือนให้ดี อย่าใช้ให้มากกว่าหามาได้เท่านี้ก็น่าจะทำให้มีเงินทองกองอยู่รอบตัวได้ไม่ยากนัก
บางคนอาจจะรู้สึกว่า ไม่เห็นต้องทำอะไรมากเรื่องกับเงินๆ ทองๆ แค่หามาแล้วก็เก็บออมไว้ เท่านี้ก็น่าจะพอ แต่ในความเป็นจริง หากคุณมีการวางแผนที่ดีในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นแผนการออม การลงทุน การจัดการหนี้สิน ไปจนถึงแผนเกษียณ ก็จะทำให้คุณเดินไปสู่อิสรภาพทางการเงินได้อย่างเย็นนัก
การวางแผนการเงินที่ดีนั่นหมายถึง การเริ่มต้นคิดว่า เราควรจะมีเงินใช้จ่ายไปตลอดชีวิต อย่างมีความสุข โดยเป็นเรื่องไม่ยากเลย และไม่ต้องการเวลาในการคิดมากนัก แต่สิ่งที่ต้องการ คือ "วินัยการใช้จ่าย" "ความอดทน" และ "เป้าหมายของการมีชีวิตที่ดี" เพียงแค่ 3 สิ่งนี้ก็ทำให้เราก้าวสู่การเริ่มวางแผนการเงินได้แล้ว
แต่ก่อนที่จะลงรายละเอียดไปทำแผนการเงินในแง่มุมต่างๆ ลอง "กำหนดเป้าหมายทางการเงิน" ของตัวเองก่อน เพราะแผนการเงินที่ดีต้องมีเป้าหมายที่วัดผลได้ เช่น "อยากปลดเปลื้องหนี้สินที่อีนุงตุงนังให้พ้นจากชีวิต" "อยากสบายช่วงบั้นปลายชีวิต" "อยากส่งลูกเรียนหนังสือในต่างประเทศ" "อยากลงทุนทำธุรกิจเล็กๆ สักอย่าง" "อยากเก็บเงินไว้เดินทางรอบโลก" เหล่านี้คือเป้าหมายทางการเงินที่แต่ละคนมีความแตกต่างกัน
@ แผนการออม......ไม่ว่าคุณจะมีเป้าหมายอะไรก็ช่าง แต่เป้าหมายของคุณอาจเป็นหมันก็ได้ ถ้าคุณขาดเงินออม เพราะเงินออมช่วยสานฝันทุกอย่างให้เป็นจริงได้ ก่อนอื่นศึกษาช่องทางการออมให้รอบด้านที่มากกว่าการฝากแบงก์ ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตร สลาก สหกรณ์ แล้ว "เลือกช่องทางออมที่เหมาะสม" กับตัวคุณเอง ตั้งโจทย์ด้วยว่าคุณต้องการผลตอบแทนสักเท่าไหร่ เพราะผลตอบแทนที่สูงย่อมมาพร้อมความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเสมอ แต่เมื่อไหร่ที่เริ่มควักกระเป๋าออมไปแล้ว ก็ต้องรักษาวินัยไว้อย่างเหนียวแน่น
อย่าปล่อยให้กิเลส และความอยาก มาทำลายแผนทางการออมของคุณให้ล้มลงไม่เป็นท่า หลังจากเริ่มลงมือออมได้ไม่เท่าไหร่
ข้อสำคัญต้องออมอย่างพอเหมาะพอดี และสอดรับกับเงื่อนไขทางการเงินของคุณ แล้วคุณจะรู้สึกว่าการออมไม่เป็นภาระ และออมได้อย่างสม่ำเสมอ เช่นคุณเป็นมนุษย์เงินเดือนมีรายได้เดือนละ 2 หมื่นบาท มีเป้าหมายอยากเก็บเงินไว้เปิดร้านกาแฟเล็กๆ ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้ประมาณ 1 แสนบาท แต่ไหนจะต้องผ่อนบ้าน และจัดสรรเงินเป็นค่าใช้จ่ายประจำเดือน แบบนี้ถ้าจะออมเดือนละ 20% หรือเดือนละ 4 พันบาทก็ถือว่าไม่มากเกินไป คุณใช้เวลาออมประมาณ 2 ปี ก็น่าจะมีทุนเปิดร้านกาแฟได้
@ แผนการลงทุน.....เพราะการจะเดินสู่อิสรภาพทางการเงินได้ แค่ออมเงินอย่างเดียวคงถึงช้าน่าดู ทางที่ดีควรจะมองหาการลงทุนในช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในตลาดหุ้น กองทุนประเภทต่างๆ อสังหาริมทรัพย์ หรือทองคำ
ไม่ว่าแผนการลงทุนของคุณจะเป็นอย่างไร ต้องไม่ลืมกฎ "การกระจายความเสี่ยง" อย่างเด็ดขาด และเช่นเดียวกับการออมคือ เลือกลงทุนในช่องทางที่มีความเสี่ยงในระดับที่คุณรับได้ แล้วศึกษาข้อดีข้อเสียของการลงทุนนั้นอย่างรอบด้าน
ไม่เพียงเท่านั้น แต่แผนการลงทุนในแต่ละปีอาจจะถูกปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับสถานการณ์ และตัวแปรในช่วงนั้นๆ ฉะนั้นปีก่อนคุณอาจจะให้น้ำหนักในหุ้น แต่ปีนี้คุณอาจจะเปลี่ยนให้น้ำหนักทองคำหรือตราสารหนี้ ก็เป็นเรื่องที่ต้องคอยปรับให้เหมาะกับสถานการณ์การลงทุน
จริงอยู่ที่คุณควรจะจัดสรรการลงทุนให้มีทั้งแบบระยะสั้น และระยะยาว แต่หลักของการลงทุนที่จะทำให้เงินของคุณงอกเงยอย่างยั่งยืน คือ การลงทุนระยะยาว ฉะนั้นถ้าไม่อยากเผชิญหน้ากับความผันผวนที่เกิดขึ้นในระยะสั้น คุณก็ควรมุ่งลงทุนระยะยาวจะดีกว่า
" จดรายละเอียดการลงทุนทุกอย่างทุกช่องทางตั้งแต่ต้นปีว่า ลงทุนอะไรเท่าไหร่ พอกลางปีมาดูผลตอบแทนว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ถ้าไม่ค่อยเข้าที จะได้ปรับพอร์ตทัน แล้วปลายปีค่อยมาดูอีกทีว่าเฉลี่ยทั้งปีได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ อะไรได้ต่ำกว่าเป้าหมายอะไรได้เกินกว่าเป้าหมาย"
@ แผนการบริหารหนี้.....ในยุคที่หนี้กลายเป็นอวัยวะชิ้นที่ 33 ติดตัวหลายคน หนึ่งในภารกิจของหลายคนที่จำเป็นต้องทำคือ แผนการบริหารหนี้ เพื่อปลดเปลื้องภาระหนี้สินให้พ้นตัว
แต่ใช่ว่าการสะสางหนี้จะทำกันได้ง่ายๆ เพราะหลายคนไม่ได้มีแค่หนี้ที่กู้ซื้อบ้านอย่างเดียว แต่ยังมีหนี้บัตรเครดิต ผ่อนรถ หนี้จากกู้เงินด่วน และหนี้นอกระบบผสมผสานปนเปกันให้วุ่นไปหมด นั่นเป็นเหตุที่คุณควรจะทำแผนการบริหารหนี้อย่างชัดเจน
เพราะทั้งแผนการออม และแผนการลงทุนจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าคุณยังไม่กำจัดหนี้ให้พ้นตัว
แผนการบริหารหนี้ทำอย่างไรดี เริ่มจากเราต้องรู้เท่าทันหนี้ก่อน ว่าปัจจุบันเรามีหนี้ทุกประเภทรวมทั้งหมดเท่าไหร่ เมื่อตั้งใจจะสะสางหนี้ก้อนเดิม ก็ต้องหยุดสร้างหนี้ก้อนใหม่หรืออย่าสร้างหนี้เพิ่ม มาซ้ำเติมตัวเองอีก สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณต้องรู้จักใช้จ่ายให้เป็น ควบคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เปลี่ยนนิสัยใช้จ่ายจากเดิมที่ชอบใช้จ่ายเกินตัวก็ระมัดระวังการใช้จ่ายให้มากขึ้น
เอาล่ะเตรียมพร้อมกันแล้ว คราวนี้ก็มุ่งมั่นกำจัดหนี้เก่า มาถึงตรงนี้ ถ้าหนี้ก้อนใหญ่คุณอาจจะต้องตั้งสติให้มั่น หาวิธีปลดหนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป จัดลำดับความสำคัญของหนี้ที่ต้องเร่งชำระก่อนหลัง เช่น ถ้าเป็นหนี้นอกระบบเสียเป็นส่วนใหญ่ ก็อาจจะต้องหาทางกู้ในระบบออกไปปลดหนี้นอกระบบก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อลดภาระดอกเบี้ยให้น้อยลง จากนั้นค่อยมาผ่อนชำระกับสถาบันการเงิน
@ แผนบริหารความเสี่ยง..... โลกทุกวันนี้เอาแน่เอานอนอะไรไม่ค่อยได้ ความเสี่ยง เรื่องราวไม่คาดฝัน และอุบัติเหตุชีวิตอาจมาเคาะประตูบ้านเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ในโลกแห่งความเป็นจริงไม่มีใครสามารถป้องกันความเสี่ยงทุกๆ อย่างที่เราต้องเผชิญในชีวิตได้ แต่เรามีหนทางที่เราสามารถป้องกันความเสี่ยงทางการเงินได้ ซึ่งความเสี่ยงทางการเงินที่สำคัญๆ นั้นเกิดจากการเกิดอุบัติเหตุ ความเจ็บป่วย และความตาย ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นจะสร้างความสูญเสียทางการเงินเป็นอย่างมาก
ทางที่ดีคุณควรวางแผนบริหารความเสี่ยงเอาไว้ด้วย ด้วยการทำประกันชีวิต เพื่อไม่สร้างภาระให้กับคนที่อยู่ข้างหลัง หรือสร้างความเสี่ยงทางการเงินให้กับครอบครัว แต่ก่อนอื่นคงต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่องการทำประกัน ว่าควรทำในวงเงินที่เหมาะสม ไม่มากไป ไม่น้อยไป จนกลายเป็นภาระ
" ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ" กลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง เป็นอีกคนหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการ "ทำประกัน" อันดับแรกเขาจะดูว่ามีภาระอะไรบ้าง เช่นต้องสะสมเงินเป็นค่าเล่าเรียนของลูก อีกจุดคือ เรื่องความเสี่ยง อะไรที่มีภาระค้างอยู่ เขาจะทำประกันให้ครอบคลุมภาระไว้ทั้งหมด เช่น ถ้าต้องผ่อนบ้าน ก็ต้องทำประกันให้ครอบคลุมหนี้บ้านทั้งหมด ถ้าเป็นอะไรไป ต้องไม่เดือดร้อนคนข้างหลัง หนี้ทุกอย่างจะถูกคัฟเวอร์ไว้แล้ว
" ผมวางแผนการเงินทุกอย่าง เช่น ต้องเตรียมเงินค่าเล่าเรียนของลูกไว้ขนาดไหน ก็ต้องเริ่มสะสมเงิน ตอนนี้ที่ผมใช้คือ สะสมเงินผ่านประกัน แพ็คเกจเบี้ยสะสมให้ลูกจนถึงอายุ 21 ผมดูว่าเป็นจุดหนึ่งที่ออมได้ เมื่อถึงตอนโตเขามีเงินก้นถุงไว้เป็นทุนการศึกษาแล้ว ส่วนหนี้บ้านเราก็ทำประกันให้ครอบคลุมหมด ผมอยู่กับตัวเลข และความเสี่ยง ผมจึงพยายามจัดสรร และวางแผนการเงินให้หมด อะไรเป็นความเสี่ยงก็พยายามปิดไว้"
@ แผนเกษียณ.... ด้วยเทคโนโลยี และความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ ทำให้มีการคาดการณ์ว่าในอนาคต อายุเฉลี่ยของคนไทยก็จะยืนยาวขึ้นไปอีก นั่นทำให้เราๆ ท่านๆ นิ่งเฉยไม่ได้ แต่ต้องวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณ รับมือกับช่วงชีวิตที่ยาวขึ้น ที่จะต้องใช้เงินมากขึ้น
โดยธรรมชาติของชีวิตในช่วงนี้ จะไม่มีรายได้ประจำที่เคยได้รับ สุขภาพร่างกายก็เริ่มถดถอยลง สิ่งเหล่านี้ทำให้คุณต้องมีเงินจำนวนมากไว้ใช้จ่ายตอนแก่ ผู้ใหญ่หลายคนที่มีเงินไม่พอใช้ในช่วงชีวิตหลังเกษียณ สาเหตุหนึ่งก็เป็นเพราะไม่มีการวางแผนล่วงหน้า ดังนั้น จึงต้องมีการวางแผนที่จะมีเงินเพื่อเตรียมไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาพยาบาลในยามแก่ชราหรือในยามที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
มีหลากหลายช่องทางที่ช่วยคุณออมเงินเพื่อเก็บไว้ใช้ในวัยเกษียณ เช่นการลงทุนผ่านกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(RMF) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันแบบสะสมทรัพย์ หรือสะสมพวกอสังหาริมทรัพย์และทองคำเอาไว้ก็ได้
" วีรศักดิ์ ชุณหจักร" ผู้อำนวยการฝ่ายบุคคล โรงแรมโอเรียนเต็ล เป็นตัวอย่างของคนวางแผนการเงินเพื่อรับมือกับวัยเกษียณ เพราะการที่อยู่ตัวคนเดียว จึงกลัวว่าแก่แล้วจะเป็นภาระของคนอื่น เขาคิดว่า ถ้าเจ็บป่วยในบั้นปลายแล้วไม่มีเงินรักษา ฉะนั้น ระหว่างนี้ขอเก็บสะสมเงินทองเพื่อรักษาตัวเองในยามชรา และเผื่อแผ่คนอื่นได้ยิ่งดี ทั้งหลายทั้งปวง เพราะไม่อยากเป็นทุกข์ในบั้นปลายของชีวิต
" ตอนนี้เราเป็นลูกจ้าง เป็นมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง พออายุ 60 ปุ๊บ เงินที่เราจะมีคือ เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และเงินที่สะสมมาตลอดชีวิต ถึงเราจะใช้ชีวิตอย่างสมถะ ไม่ได้ติดหรูหราฟู่ฟ่า แต่พอเห็นตัวอย่างพ่อแม่เข้าโรงพยาบาล จึงมองเห็นว่า เงินเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนแก่ ฉะนั้นทำยังไงถึงจะมีพอ นั่นเป็นเหตุผลให้ตอนนี้ จึงมุ่งมั่นเก็บหอมรอมริบเงินทองไว้ให้มากที่สุด บางคนถามว่าอยู่ตัวคนเดียว ทำไมต้องทำอะไรมากมายขนาดนี้ ก็เลยบอกว่าเพราะคนเดียวนี่แหละ ทำให้ต้องยิ่งเก็บเงิน เพราะตอนแก่ไม่มีใครดูแลเรา"
ชีวิตในปัจจุบันวีรศักดิ์จึงได้วางแผนเตรียมพร้อมไปจนถึงเกษียณแล้ว ว่าจะทำยังไง และอยู่อย่างไร วีรศักดิ์ยอมรับว่าเขาเป็นคนที่รอบคอบพอสมควร
@ วางแผนภาษีอากร...ถ้าในแต่ละปีคุณต้องจ่ายภาษีเป็นเงินก้อนโต การวางแผนภาษีอากร น่าจะเป็นเรื่องสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่คุณควรจัดทำ
ปัจจุบันมีหลากหลายช่องทางที่ช่วยคุณประหยัดภาษีได้ ไม่ว่าจะเป็นประกัน เงินผ่อนบ้าน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุน RMF และกองทุน LTF เป็นต้น หากวางแผนดีๆ ในแต่ละปีคุณจะพบว่าช่วยคุณประหยัดภาษีได้เยอะเลยทีเดียว
ปัจจุบันมีผู้มีรายได้จำนวนมาก วางแผนลดภาษีอย่างชาญฉลาด หลังจากที่พบว่าส่วนใหญ่เสียภาษียุบยับเกินเหตุอันควร เพียงเพราะไม่ได้ศึกษาล่วงหน้า ทั้งๆ ที่รัฐเปิดโอกาสให้ใช้สิทธิตามกฎหมายอย่างเต็มที่ แต่ถือว่าน่าเสียดายสำหรับอีกหลายคน ที่แม้จะมุ่งมั่นกับการออมการลงทุน ภายใต้กลยุทธ์ทุกรูปแบบ แต่กลับมองข้ามปัจจัยที่มีผลกระทบโดยตรงนั่นคือ การเสียภาษี
เหล่านี้เป็นแผนการเงินที่คุณควรลงมือทำ เพราะรายละเอียดเหล่านี้นี่แหละ ที่ถ้าคุณใส่ใจกับมัน อิสรภาพทางการเงิน และเส้นทางสดใสก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

ที่มา http://www.bangkokwealth.com/smart_money/smart_money.htm#8
คำถามท้ายเรื่อง 3ข้อ
1. ผู้คนส่วนใหญ๋จะมีข้ออ้างอะไรที่บอกว่าไม่สามารถทำแผนการเงินได้
2. ประโยชน์ของการมีการวางแผนการเงินคืออะไร
3. ให้ยกตัวอย่างแผนการเงินที่ควรลงมือทำมา2ข้อ

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

ช่วยประหยัดเงิน กับเครื่องสำอางดีใช้ได้นาน


จัดทำโดย

น.ส อนัฐสรา จันทร์ต๊ะ เลขทะเบียน 4902100695




ระยะนี้คอลัมน์มีเนื้อเรื่องกับข้อมูลล้วนแต่เอาใจหญิงสาว และคราวนี้เช่นกันผู้ดูแลคอลัมน์ได้ท่องเน็ต ไปพบข้อมูลน่าสนใจใกล้ตัวคุณผู้หญิง เป็นเรื่องราวเกี่ยวข้องกับความสวยความงามและผลิตภัณฑ์ช่วยประทินโฉม ที่ผู้หญิงทั่วไปต้องใช้เป็นประจำทุกวัน โดย เคธี คอนนอลลี่ คอมลัมนิสต์ นิวส์วีค นิตยสารชั้นนำของสหรัฐ เนื้อหาของคอนนอลลี่ใช้ชื่อเรื่องว่า "8 วิธีช่วยสาวมั่นใจผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางสะอาดใช้ได้ดี" เป็นการรวบรวมวิธีช่วยสาวไทยทั้งในและต่างประเทศ ไม่ต้องเผชิญกับผลเสียที่ตามมา จากการใช้หรือเก็บรักษาเครื่องสำอางกับผลิตภัณฑ์ประทินโฉมไม่ดี จนใช้ได้ไม่คุ้มและใช้ได้ไม่นานกับเม็ดเงินที่ต้องจ่ายไป และต้องเสียเงินซื้อหาของใหม่มาใช้แทน คอนนอลลี่หยิบยกปัญหาในสหรัฐว่า
ทุกวันนี้ความเสี่ยงเกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์ประทินโฉมไม่ได้ลดน้อยลงเลย ดังนั้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น คอนนอลลี่จึงขอแนะนำกฎง่ายๆ 8 ข้อ ที่เธอเห็นว่าจะช่วยสร้างความมั่นใจได้ว่าสาวไทยสวยได้อย่างมีคุณภาพและปลอดภัย
"ไม่ใช้ร่วมหรือแบ่งใช้"
เป็นหนทางเข้มงวดและกฎเหล็กข้อแรก ที่คอนนอลลี่เตือนว่าการใช้เครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์ประทินโฉมร่วมกับคนอื่น แม้จะเป็นเพื่อนสนิทมิตรสหาย หรือเป็นลูกค้าสนใจรายอื่นที่ร่วมใช้สินค้าทดลองก็ตาม เพราะการใช้ของร่วมกันเป็นหนทางง่ายที่สุดหนทางหนึ่ง ที่จะทำให้เชื้อแบคทีเรียแพร่กระจาย
สาวใดที่ไม่สนใจคำแนะนำหรือคำเตือนข้อนี้ ระวังเถอะว่าคุณอาจติดโรคจากเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคที่คนไทยรู้จักกันว่า "สังคัง" ซึ่งนำไปสู่อาการระคายเคือง เจ็บและอักเสบของผิวหนัง กลายเป็นผิวที่ไม่น่ามอง และอาการเกิดขึ้นง่ายบริเวณริมฝีปาก หากใช้ลิปสติกเสื่อมคุณภาพหรือใช้ร่วมกันกับคนอื่นๆ ที่อาจมีเชื้อไวรัสก่อโรคซึ่งมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
การใช้ผลิตภัณฑ์หรือเครื่องสำอางร่วมกัน ยังเพิ่มโอกาสกับความเสี่ยง ที่สาวๆ จะเกิดโรคริมฝีปากอักเสบ ควบคู่ไปกับโรคผิวหนังรอบปากอักเสบด้วย ผลิตภัณฑ์ใช้กับดวงตาและรอบดวงตา เป็นอีกส่วนพึงระวัง การใช้มาสคาร่าหรือผลิตภัณฑ์บำรุงรอบดวงตาร่วมกับคนอื่น อาจทำให้เกิดโรคเยื่อตาขาวอักเสบ หรือโรคตาแดง และขั้นร้ายสุดคือมีไรเกาะขนตา
หากสาวใดต้องการลองใช้เครื่องสำอางตามร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้าทั่วไป ขอให้แน่ใจเสียก่อนว่า ต้องเป็นสินค้าทดลองใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง หรือหากต้องใช้อุปกรณ์กับผลิตภัณฑ์ร่วมกับคนอื่น ลองขอให้พนักงานช่วยทำความสะอาด หรือใช้แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรคให้ดี ก่อนจะนำมาใช้จริงบนใบหน้าตนเอง
"ทิ้งเครื่องสำอางเก่าไม่ใช้แล้ว"
สาวไหนที่มีผลิตภัณฑ์กับเครื่องสำอางเก่า หรือผลิตภัณฑ์กับเครื่องสำอางใช้ไปแค่ครึ่งเดียวแต่ทิ้งไว้นานแล้ว อย่าคิดเสียดายให้ทิ้งทันที เพราะอายุผลิตภัณฑ์ยิ่งนาน สารที่ใช้ป้องกันการเสื่อมสภาพก็จะยิ่งมีประสิทธิภาพน้อยลง
ดร.แองเจลา บาวเวอร์ส แพทย์เชี่ยวชาญโรคผิวหนังจาก Baylor Regional Medical Center ให้ข้อมูลว่า ผู้หญิงอาจเป็นโรคผิวหนังอักเสบรอบปาก เพราะการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตนานแล้ว อาการของโรคเห็นได้ชัดคือเกิดผิวนูนสีแดงเหมือนสิวตามผิว ดังนั้นเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ใช้ได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ขอให้สาวๆ แน่ใจว่าได้อ่านฉลากรู้วันหมดอายุกับวิธีเก็บรักษาแล้ว
ตามปกติแล้วผลิตภัณฑ์กับเครื่องสำอาง ควรเก็บไว้ในสถานที่เย็น ซึ่งเป็นสภาพอากาศที่ไม่ทำให้ประสิทธิภาพในการใช้งานเปลี่ยนแปลงไป ดร.บาวเวอร์สเตือนว่าการเก็บรักษาปล่อยเครื่องสำอางทิ้งไว้ในรถยนต์โดยเฉพาะในฤดูร้อน อาจเป็นสาเหตุทำให้ผลิตภัณฑ์เสื่อมคุณภาพได้เร็วขึ้น
หากสาวๆ ยังกังวลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือเครื่องสำอางตัวใดตัวหนึ่ง ขอให้ทดลองอย่างง่ายๆ ด้วยการดมกลิ่นก่อน โดย จอห์น ไบลีย์ รองประธานบริหารจาก Cosmetic, Toiletry and Fragrance Association (CFTA) แนะนำว่า ถ้าสังเกตเห็นสีกับความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์หรือเครื่องสำอางเปลี่ยนแปลงไป มีกลิ่นไม่เหมือนเดิม ความผิดปกติเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณบอกได้ว่า สาวทั้งหลายต้องไม่ใช้ผลิตภัณฑ์กับเครื่องสำอางชิ้นนั้นๆ อีกต่อไป
"หมั่นเปลี่ยนอุปกรณ์ใช้ทาผิว"
คอนนอลลี่เตือนว่าสาวใดที่ดวงตาแพ้หรือติดเชื้อง่าย ขอให้จดจำไว้เสมอต้องขยันเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้หรือเกี่ยวข้องกับดวงตาบ่อยครั้ง และยิ่งถ้าตามีอาการแย่หรือติดเชื้ออยู่ขอให้หยุดใช้ก่อน และให้สงสัยก่อนเลยว่า อุปกรณ์ที่ใช้เกี่ยวข้องกับดวงตาอาจมีเชื้อแบคทีเรียอยู่ และมีโอกาสที่จะติดเชื้อที่ดวงตาจากความไม่รู้ของตนเองได้
ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลกับคอนนอลลี่ ช่วยเตือนสาวๆ ว่าควรใช้อุปกรณ์แบบทาอย่างก้านสำลี แปรงปัดหรือฟองน้ำ แทนที่จะใช้นิ้วมือ เพื่อสดความเสี่ยงทำให้ผลิตภัณฑ์กับเครื่องสำอางปนเปื้อนเชื้อโรคที่มาจากเชื้อแบคทีเรียตามผิวหนัง ซึ่ง ดร.บาวเวอร์สแนะนำให้ทำความสะอาดหรือเปลี่ยนฟองน้ำสัปดาห์ละครั้ง
"ทุกๆ ครั้งที่สาวๆ ใช้ฟองน้ำ จะทำให้เซลล์ผิวหนังตายแล้วติดอยู่ และกลายเป็นแหล่งทำให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโต ด้วยเหตุนี้ทำให้สาวๆ กลายเป็นสาวใบหน้าเต็มไปด้วยสิวได้ ดังนั้นควรขยันล้างทำความสะอาดแปรงปัดแก้มเดือนละครั้ง ทำความสะอาดขจัดความมันกับแบคทีเรียออกจากแปรง และใช้สบู่อ่อนหรือแชมพูเด็กทำความสะอาด" ดร.บาวเวอร์สแนะนำ
"ไม่ใช้น้ำหรือน้ำลายกับอุปกรณ์"
ผู้หญิงหลายคนชอบอาศัยน้ำลาย ทำให้อุปกรณ์เสริมสวยเปียกก่อนใช้กับผลิตภัณฑ์และเครื่องสำอาง ซึ่งวิธีนี้ไม่น่าจะส่งผลเสียหรืออันตรายได้ แต่คอนนอลลี่ได้ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญมาเตือนสาวๆ ว่า อย่าคิดทำและต้องไม่ทำเช่นนี้
เพราะภายในปากคนเราเต็มไปด้วยแบคทีเรียนานาชนิด ซึ่งไม่เป็นอันตรายหรือส่งผลเสียต่อปาก แต่แบคทีเรียเหล่านี้กลับไม่ดีต่อดวงตาของคนเรา ยิ่งใช้น้ำแทนน้ำลายก็ไม่ได้ทำให้ดีขึ้น ในเมื่อน้ำสามารถทำให้สารใช้กันเสียของผลิตภัณฑ์หรือเครื่องสำอางนั้นๆ เสื่อมคุณภาพลงได้ และเป็นตัวนำเชื้อโรคหรือจุลชีพให้เติบโตอาศัยอยู่ในเครื่องสำอางได้ จนกลายเป็นสาเหตุของการอักเสบติดเชื้อผิวหนัง
“อย่าใช้ในรถยนต์”
ไบลีย์ รองประธานบริหาร CFTA กล่าวว่า เวลาที่คอนนอลลี่มองเห็นผู้หญิงทั่วไปขับรถไปด้วย และแต่งหน้าในรถยนต์ ทำให้เขาค่อนข้างกังวลใจ ด้วยความคิดอยากเตือนให้ระวังดวงตา ซึ่งเป็นอวัยวะเปราะบาง และรักษาดูแลไม่ได้ง่ายๆ ความประมาทเลินเล่ออาจทำให้สาวเผลอใช้แปรงปัดตาถูกกระจกหรือนัยน์ตาเป็นแผลถลอก
ในกรณีข้างต้นดวงตาจึงอ่อนไหวต่อการติดเชื้อขั้นรุนแรง รวมถึงการติดเชื้อแบคทีเรียสเตฟฟีโลคอกคัส ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสียหายแบบถาวร หรืออาจทำให้ตาบอดได้ ไบลีย์เห็นด้วยว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นได้ยาก แต่ที่ผ่านมาอันตรายในลักษณะนี้เคยมีหรือปรากฏมาแล้ว
"ปิดฝาผลิตภัณฑ์ให้แน่น"
ผลิตภัณฑ์หรือเครื่องสำอางส่วนใหญ่มีส่วนผสมของสารกันเสีย ที่ช่วยขจัดแบคทีเรียและช่วยยืดอายุการใช้งาน แต่ถ้าผลิตภัณฑ์นั้นเปิดทิ้งรับสภาพอากาศภายนอก ผลิตภัณฑ์จะเสี่ยงต่อการรับเชื้อโรคประเภทจุลชีพ ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพของสารกันเสียลดลง
การเปิดฝาบรรจุผลิตภัณฑ์หรือเครื่องสำอาง ยังเสี่ยงต่อการเปิดรับแบคทีเรีย ซึ่งสารกันเสียที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์นั้นไม่สามารถขจัดหรือป้องกันได้ ยิ่งฝาปิดของผลิตภัณฑ์นั้นเปิดไว้นานเท่าใด ก็จะยิ่งทำให้มีเชื้อโรคมากมายหลายชนิดสามารถเข้าไปอาศัยอยู่ได้มากเท่านั้น ดังนั้นไบลีย์ย้ำว่าสาวต้องไม่ลืมที่จะปิดฝาบรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางต่างๆ ให้แน่น
"ระวังเมื่อผิวแพ้ง่ายเป็นพิเศษ"
ดร.บาวเวอร์สให้ข้อคิดพึงระวังนี้ว่า การให้ข้อมูลหรือระบุว่าผลิตภัณฑ์กับเครื่องสำอางนั้นๆ ใช้ส่วนผสมเป็นธรรมชาติปราศจากสารเคมี และดีเหมาะกับสภาพผิวของสาวๆ ที่มีผิวแพ้ง่าย อาจดีสำหรับสาวที่ไม่ชอบใช้ผลิตภัณฑ์กับเครื่องสำอางที่มีสารเคมีมากเกินไป แต่ผลเสียจากข้อดีนี้มีอยู่
"สาวๆ ที่ใช้ผลิตภัณฑ์เหมาะสมกับผู้หญิงที่มีผิวแพ้ง่าย บางครั้งคิดว่าตนเองปลอดภัยกว่าสาวๆ ที่ใช้ผลิตภัณฑ์กับเครื่องสำอางทั่วไป แต่ผลิตภัณฑ์กับเครื่องสำอางสำหรับผิวแพ้ง่าย ไม่ได้ใส่สารขจัดหรือป้องกันเชื้อโรคที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งใส่เอาไว้ในผลิตภัณฑ์หรือเครื่องสำอางที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ทั่วไปใช้กัน" ดร.บาวเวอร์สอธิบาย
"ชำระล้างผิวสะอาดที่สุดก่อนนอน"
คอนนอลลี่ฝากคำแนะนำข้อสุดท้ายนี้ว่า ก่อนที่สาวๆ จะเข้านอน อย่าขี้เกียจหรือละเลยทำความสะอาดผิวหนัง โดยเฉพาะใบหน้าและขนตาให้สะอาดมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งความสะอาดเหมือนกับช่วยให้อวัยวะของตัวเองได้พักผ่อนเต็มที่ด้วย
หากสาวๆ ปล่อยให้มาสคาร่าติดขนตาตลอดคืน มาสคาร่าอาจแห้งและแตกเข้าตา จนกลายเป็นสาเหตุให้เกิดโรคคันที่ผิวหนังรอบดวงตาและเกิดอาการตาแดงได้ ดังนั้นการเช็ดทำความสะอาดใบหน้าและส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ใช้ผลิตภัณฑ์กับเครื่องสำอางให้หมดจดก่อนนอน ต้องทำเป็นประจำให้ติดเป็นนิสัย




คำถาม

1.การใช้ผลิตภัณฑ์หรือเครื่องสำอางร่วมกัน ยังเพิ่มโอกาสกับความเสี่ยง ที่สาวๆ อาจเป็นโรคอะไร?

2.การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตนานแล้ว อาการของโรคเห็นได้ชัดคือ?

3.หากสาวๆ ปล่อยให้มาสคาร่าติดขนตาตลอดคืน มาสคาร่าอาจแห้งและแตกเข้าตา จนกลายเป็นสาเหตุให้เกิดโรคใดเกิดขึ้น

วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2553

Krugman กับวิกฤติการณ์การเงิน


จัดทำโดย

น.ส อนัฐสรา จันทร์ต๊ะ เลขทะเบียน 4902100695

เรื่อง Krugman กับวิกฤติการณ์การเงิน



ข้อดีข้อหนึ่งของวิกฤติการณ์การเงินคือ การทำให้คนไทยได้รู้จักและจดจำชื่อคนได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น คุณชวลิต, คุณเริงชัย, คุณชัยวัฒน์, คุณมหาเธร์, คุณโซรอส, คุณไอเอ็มเอฟ ฯลฯ นอกเหนือจากชื่อดังกล่าว นักเรียนเศรษฐศาสตร์เช่นผมรู้จักชื่อ Paul Krugman

Krugman เกิดในปี 1953 สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัย Yale ในปี 1974 และปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์จาก MIT ในปี 1977 หลังเรียนจบ Krugman ใช้ชีวิตเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกาเรื่อยมาโดยเริ่มต้นจาก Yale (ระหว่างปี 1977-1980), MIT (1980-1994), Stanford (1994-1996), และ Princeton (2000-ปัจจุบัน)
ชื่อ Krugman เป็นที่จับตาของวงการเศรษฐศาสตร์เมื่อได้รับรางวัล John Bates Clark Medal ในปี 1991 ศาสตราจารย์รุ่นพี่คือ Avinash Dixit ถึงกับเขียนบทความชื่นชม Krugman ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Economic Perspectives (vol. 7, no. 2, 1993, หน้า 173-188) พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใด Krugman จึงประสบความสำเร็จจากทั้งงานเขียนเชิงทฤษฎีที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการอ่านยากและงานเขียนเชิงนโยบายในนิตยสารที่ต้องการสื่อสารกับสาธารณะชนวงกว้าง
นักอ่านที่ติดตามงานเขียนเชิงวิชาการของ Krugman จะพบว่า Krugman ผลิตงานเขียนในหัวข้อหลากหลายเช่น Geography economic, Trade theory, Competitiveness, และ Exchange rate choices แต่หากผู้อ่านสนใจที่มาที่ไปของวิกฤติการณ์การเงิน ควรอ่านงานเขียนของ Krugman อย่างน้อย 2 ชิ้น คือ (1) A Model of Balance of Payment Crisis ตีพิมพ์ในวารสาร
Journal of Money, Credit and Banking ในปี 1979 และ (2) The Myth of Asia’s Miracle ตีพิมพ์ในนิตยสาร Foreign Affairs ในปี 1994

งานเขียนทั้งสองชิ้นมีสาระสำคัญเช่นไร (เอาไว้คุยอวดคนข้างๆ ในที่สัมมนาวันที่ 17-18 พ.ค.)
งานเขียนชิ้นแรกคือ Krugman (1979) เป็นแบบจำลองเชิงทฤษฎีที่อธิบายว่า วิกฤติการณ์การเงินมักมีจุดเริ่มต้นจากการเก็งกำไรเพื่อโจมตีค่าเงิน (Speculative attack) ซึ่งพฤติกรรมการโจมตีค่าเงินของนักลงทุนเกิดจากการที่ระบบเศรษฐกิจมีโครงสร้างพื้นฐานที่อ่อนแอ ความอ่อนแอดังกล่าวมีสาเหตุจากการเลือกใช้นโยบายเศรษฐกิจมหภาคแบบขยายตัวมากเกินไป ทำให้เกิดการขาดดุลการชำระเงิน ปัญหาการชำระคืนหนี้ต่างประเทศ และนำไปสู่การโจมตีค่าเงินในที่สุด เมื่อทดสอบคำพยากรณ์ของแบบจำลองกับหลักฐานเชิงประจักษ์พบว่า แบบจำลองสามารถอธิบายปรากฏการณ์วิกฤติหนี้ต่างประเทศในกรณีละตินอเมริกา 1995 ได้ดี
สาระสำคัญของงานเขียนนี้คือ การอธิบายเงื่อนไขและช่วงเวลาของการโจมตีค่าเงิน กล่าวคือ ถ้าสมมติให้ประเทศหนึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานอ่อนแอ ขาดดุลการชำระเงินและสูญเสียเงินสำรองระหว่างประเทศจำนวน 10 ล้านบาททุกปีขณะที่มีเงินสำรองระหว่างประเทศทั้งหมด 50 ล้านบาท ข้อมูลดังกล่าวทำให้เราคาดได้ว่า เงินสำรองระหว่างประเทศจะหมดในเวลา 5 ปี และค่าเงินจะเปลี่ยนในปีที่ 5 แต่ Krugman ชี้ให้เห็นว่า การโจมตีค่าเงินจะเกิดขึ้นก่อนครบ 5 ปี
ประเด็นคือ การโจมตีค่าเงินเริ่มเมื่อใด ซึ่งคำตอบคือ เมื่อเงินสำรองระหว่างประเทศลดลงมากพอดี (at threshold value) ในระดับที่นักเก็งกำไรจะโจมตีค่าเงินแล้วทำให้ได้กำไรจนกระทั่งเงินสำรองระหว่างประเทศหมดไป และในที่สุดธนาคารกลางต้องลดค่าเงินตามที่นักเก็งกำไรคาดไว้ล่วงหน้า
ส่วนงานชิ้นที่สองคือ Krugman (1994) เป็นงานเขียนเชิงนโยบายที่อธิบายสาเหตุของอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของทวีปเอเชียในช่วงปี 1980-1990 ในลักษณะตรงข้ามกับคำอธิบายกระแสหลักของธนาคารโลก
บทวิเคราะห์ของ Krugman ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Intensive Growth) และ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจากการเพิ่มปัจจัยการผลิต (Extensive Growth) โดย Krugman เห็นว่า อัตราการเจริญเติบโตที่สูงของกลุ่มประเทศเอเชียไม่ใช่ “ความมหัศจรรย์” (Miracle) อย่างที่ธนาคารโลกอธิบาย แต่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียเกิดจากระดับการออมที่สูงกว่าภูมิภาคอื่น การเพิ่มปัจจัยการผลิตคือ แรงงาน และทุน โดยมีสาเหตุสนับสนุนเช่น การย้ายฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมมายังภูมิภาคเอเชีย นอกจากนี้ Krugman เห็นว่า การเพิ่มแรงงานและทุนโดยปราศจากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) จะทำให้การเจริญเติบโตของกลุ่มประเทศเอเชียชะลอตัวในอนาคต
ความเห็นในส่วนท้ายมีผลให้ Krugman ได้รับการอ้างถึงเมื่อ วิกฤติการณ์การเงินเอเชียเริ่มต้นที่ประเทศไทยในกลางปี 1997

ปัจจุบันนอกจาก Krugman จะสอนหนังสือและทำวิจัยที่ Princeton ยังเป็นคอลัมนิสต์ให้กับนิตยสาร New York Time โดยเขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์นโยบายเศรษฐกิจของประธานาธิบดี บุช จูเนียร์ อย่างสม่ำเสมอ หากนับจากจำนวนคนอ่าน (ไม่ว่าจะชอบหรือไม่) งานเขียนของ Krugman ประสบความต้องสำเร็จอย่างไม่ต้องสงสัย ซึ่งนับว่าหาได้ยากที่ปัจจุบันเราจะพบนักเศรษฐศาสตร์ที่ทั้งผลิตงานเขียนวิชาการและสามารถสื่อสารกับสาธารณะชนในวงกว้างดังเช่น Krugman
Krugman เองเคยกล่าวในงานเขียนชื่อ “How I work” ว่า เขามีกฎง่ายๆ ในการทำงานวิจัย 4 ข้อคือ (1) หัดฟังคนอื่นที่ไม่ใช่คนยิว (Krugman เป็นยิว กฎข้อนี้แนะนำให้นักเศรษฐศาสตร์ลองตั้งใจฟังคนอื่นที่ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์บ้าง) (2) ตั้งคำถามกับคำถามที่ตั้ง (3) กล้าที่จะทำตัวน่าหัวเราะ และ (4) เขียนงานให้อ่านง่ายๆ
โดยส่วนตัว ผมชอบคำแนะนำข้อ (1) มากที่สุด เพราะเราน่าจะลองตั้งใจฟังคนอื่นที่ไม่เคยตั้งใจฟังบ้าง ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็น ฝ่ายค้าน พวกนักวิชาการขาประจำ พวกโจรกระจอก คนไร้บ้าน คนคุก โสเภณี คนรักร่วมเพศ คนยากจน ฯลฯ ผู้คนเหล่านี้มีตัวตนอยู่จริง และเดินปะปนกับท่านอยู่ทุกวัน

หมายเหตุ : ผู้สนใจงานเขียนของ Krugman สามารถติดตามจาก Web site :
www.pkarchive.org ผู้อ่านที่ไม่ชอบหน้า Krugman โปรดดูงานของนักเขียนต่อไปนี้ Alan Reynolds, Keith Rankin, Lyndon LaRouche


*ด้วยความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เพื่อนำสู่การสัมมนา “Warning System; Positioning of Thailand & Southeast Asia” by Paul Krugman วันที่ 17-18 พฤษภาคม 2548



คำถามท้ายเรื่อง

1. วิกฤติการณ์การเงินมีข้อดีอย่างไร?

2.การโจมตีค่าเงินเริ่มเมื่อใด ?

3.บทวิเคราะห์ของ Krugman ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และ การเพิ่มปัจจัยการผลิตอย่งไร?

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552

สถานการณ์ก๊าซร่อแร่

จัดทำโดย...

นายเชาวรัตน์ เจริญสุข เลขทะเบียน 4902100596

เรื่อง สถานการณ์ก๊าซร่อแร่

ดูขำๆนะครับ ปตท.เพิ่งจะเฉลิมฉลองครบ8ล้านชั่วโมง(คนทำงาน)ของโรงแยกก๊าซธรรมชาติระยองที่ปฏิบัติงานอย่างปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์

สถิติอุบัติเหตุเป็นศูนย์

แต่ขณะเดียวกัน โรงแยกก๊าซที่6ของปตท.ซึ่งก่อสร้างเสร็จแล้ว กลับไม่สามารถจะเปิดใช้งานได้เพราะไม่มีการดำเนินการให้ครบถ้วนขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ

นายแบงก์ใหญ่อย่างอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ชักจะรู้สึกร้อนหนาวบ้างแล้วถึงกับบอกว่า ปัญหามาบตาพุดกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยยิ่งกว่าปัจจัยการเมืองซะอีก

โรงแยกก๊าซโรงที่6เปิดไม่ได้ก็ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ขาดแคลนก๊าซในประเทศเข้าไปใหญ่

โรงแยกก๊าซที่มีอยู่5โรงทั่วประเทศ คงจะปิดซ่อมตามวาระไม่ได้เลย และแม้จะเดินเครื่องจักรโดยไม่หยุดปิดซ่อมเลยก็คงจะไม่เพียงพอสนองความต้องการใช้อยู่ดี

ต้องนำเข้าLPGจากต่างประเทศ

ปัจจุบันนำเข้าLPGโดยเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 1 แสนตัน ประมาณการกำลังผลิตโรงแยกก๊าซที่6ก็ในราว1ล้านตันเศษ พอสูสีจะทดแทนการนำเข้าได้

ผลจากการทดแทนการนำเข้าไม่ได้ ก็ต้องทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องชดเชยLPGในปัจจุบันถึงก.ก.ละ18บาท เมื่อรวมกับภาระNGVที่ขณะนี้ชดเชยอยู่ในระดับ6บาท ก็ยิ่งทำให้ภาระกองทุนน้ำมันหนักอึ้ง

ถ้าไม่รีดเงินกองทุนน้ำมันเพิ่มขึ้นอีกมีหวังกองทุนเป็นตัวแดงตั้งแต่ม.ค.ปีหน้าแน่คิดไปแล้ว

มันเป็นเวรกรรมอะไรก็ไม่รู้ของประเทศไทย ที่สร้างกฎกติกาขึ้นมาให้เป็นภาระตนเอง โดยไม่มีอำนาจจากภายนอกซึ่งเราควบคุมไม่ได้เช่นกลไกตลาดโลกมาสร้างภาระให้

มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานก็เหมือนไม่มี เรียกหน่วยงานในสังกัดที่ได้รับผลกระทบเดือดร้อนมาประชุมก็บ้อท่า ไม่มีมาตรการเยียวยาใดๆออกมา

ข้อเท็จจริงที่อาจจะยกขึ้นต่อสู้ได้เช่น โรงแยกก๊าซที่6ผ่านความเห็นชอบในแผนEIAมาก่อนรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ก็ไม่คิดจะต่อสู้

คงโยนความหวังการเยียวยาไปที่คณะกรรมการชุดคุณอานันท์แบบลมๆแล้งๆ จะให้กรรมการชุดคุณอานันท์ช่วยแก้แบบไหนก็ไม่เห็นจะบอกแนวทางไป

รัฐบาลชุดนี้คงจะง่อยเปลี้ยเสียขาไปแล้วตั้งแต่ผู้นำรัฐบาลยันรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ

ปัญหาโรงแยกก๊าซที่6 หากไม่คลี่คลายก็เตรียมรับมือกับปัญหาก๊าซขาดแคลน และกองทุนน้ำมันไม่สามารถจะแบกรับภาระชดเชยอีกต่อไปได้เลย

ความน่าเศร้าซ้ำสองก็คงหนีไม่พ้นจะต้องรีดค่าตังน้ำมันเพิ่มเอากับประชาชนผู้ใช้น้ำมันอีกน่ะสิ

ที่มา : http://www.kaohoon.com/pg.newspaper/article_detail.aspx?cid=34557

คำถามท้ายเรื่อง :
1. ทำไม่โรงแยกก๊าซที่ 6 จำไม่สามารถเปืดใช้งานได้?
2. ปัจจุบันไทยนำเข้าLPGโดยเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละกี่ตัน?
3. ท่านคิดว่าปัญหาดังกล่าวจะแก้ไขได้อย่างไร?


วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2552

โพลหนุนพลังงานทดแทนวาระชาติ

จัดทำบทความโดย....
นายเชาวรัตน์ เจริญสุข เลขทะเบียน 4902100596
เรื่อง โพลหนุนพลังงานทดแทนวาระชาติ


นายไกรฤทธิ์ นิลคูหา อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ พพ.ได้รับทราบผลการจัดทำแบบสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในเขต กทม.และปริมณฑลที่มีต่อพลังงานทดแทน จากสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต จำนวน 1,016 แบบสอบถาม ซึ่งสามารถสรุปผลความคิดเห็นในหัวข้อที่สำคัญๆ ได้ดังนี้ ความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อปัญหาราคาพลังงานของประเทศไทย ปัจจุบันมีความรุนแรงหรือไม่ ประชาชนตอบว่า มีความรุนแรงมาก สูงถึง 67.36% และปานกลาง 30.05% ด้านประชาชนได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่เป็นอยู่มากน้อยเพียงไร ประชาชนได้รับผลกระทบมาก 44.56% และได้รับผลกระทบปานกลาง 50.26% โดยมีเพียง 1% ที่ตอบว่าไม่ได้รับผลกระทบ
ทั้งนี้ ด้านการกำหนดว่าภาครัฐควรมีมาตรการ หรือแนวทางส่งเสริมพลังงานทดแทนอย่างไร พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า ภาครัฐควรจัดสรรงบประมาณวิจัยและพัฒนาด้านพลังงานทดแทน 27.67% รองลงมาได้แก่ ควรกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ 22.28% และภาครัฐควรให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนพลังงานทดแทนและการผลิตเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทน 20.83%

นายไกรฤทธิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา พพ.ในฐานะหน่วยงานหลักของกระทรวงพลังงาน ได้ดำเนินการสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของประชาชนตามโพลดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้แผนพลังงานทดแทน 15 ปี ก็ได้กำหนดให้พลังงานทดแทนเป็นวาระแห่งชาติ รวมทั้งได้มีการระบุรายละเอียดในระดับแผนปฏิบัติการในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการส่งเสริมพลังงานทดแทนทุกรูปแบบอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การวิจัยพัฒนาและส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานชีวมวล และพืชพลังงาน เป็นต้น มั่นใจได้ว่าจะสามารถทำให้พลังงานทดแทน เป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรเทาวิกฤติราคาพลังงานที่เกิดขึ้น รวมทั้งสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้แก่ประเทศไทยอีกด้วย

“จากผลสำรวจดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่าประชาชนตื่นตัว และให้ความสำคัญกับปัญหาราคาพลังงานที่เกิดขึ้นว่ามีความรุนแรง ส่งผลต่อชีวิตประจำวันมากขึ้น รวมทั้งประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาพลังงานทดแทน และเห็นว่าภาครัฐควรมีการส่งเสริมพลังงานทดแทนให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว รวมทั้งจัดสรรงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ตลอดจนเร่งให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนอย่างต่อเนื่องจริงจัง โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยสำหรับการผลิตพลังงานสะอาดในอนาคต” นายไกรฤทธิ์ กล่าว

ที่มา : http://www.ryt9.com/s/bmnd/762321
คำถามท้ายเรื่อง :
1.ใครเป็นผู้กล่าวบทความข้างต้น
2.ประชาชนส่วนใหญ่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาพลังงานอย่างไร
3.จงยกตัวอย่างพลังงานทดแทนมา 2 ข้อเป็นอย่างน้อย

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

สอนลูกให้รู้ค่าของเงิน

จัดทำบทความโดย น.ส ชุติมา อือรวมสัมพันธ์ 4902100686
เรื่อง สอนลูกให้รู้ค่าของเงิน
อยากให้ลูกสั่งสมทักษะชีวิตแบบไหน อยู่ที่ผู้ใหญ่จะเป็นตัวอย่างให้ดู ให้ลูกรับผิดชอบการใช้เงินด้วยตัวเอง การกำหนดค่าใช้จ่ายเป็นรายเดือน หรือรายสัปดาห์ ... อยากให้ลูกสั่งสมทักษะชีวิตแบบไหน อยู่ที่ผู้ใหญ่จะเป็นตัวอย่างให้ดู ให้ลูกรับผิดชอบการใช้เงินด้วยตัวเองการกำหนดค่าใช้จ่ายให้ลูกอย่างเหมาะสมในระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ เช่น รายอาทิตย์ รายเดือน เป็นการเริ่มต้นฝึกให้ลูกมีความรับผิดชอบขั้นพื้นฐาน? ควรสอนให้เด็กรู้จักประเมินการใช้เงินรายวัน และจัดสรรการใช้จ่ายด้วยตัวเอง วันใดจ่ายมากก็ต้องยอมรับสภาพว่าอีกวันต้องอดบ้าง เพื่อเรียนรู้ผลการใช้เงินเกินข้อตกลง

รางวัลมิใช่สิ่งของเสมอไป
การแสดงความชื่นชมลูกเมื่อเขาทำสิ่งที่ดีใช่ว่าจะต้องให้ของขวัญราคาแพงเสมอไป รางวัลสำหรับลูกอาจเป็นคำชมเชย จดหมายน้อยสักหนึ่งฉบับ ดาวทีละดวง? ครบห้าดวงเปลี่ยนเป็นไอศครีม 1 มื้อ เป็นต้น ควรคิดค้นวิธีการให้เด็กตื่นเต้นประทับใจ เช่น การส่งจดหมายถึงเด็กทางไปรษณีย์ แทนที่จะยึดแค่ความสะดวกสบาย โดยการให้รางวัลด้วยวัตถุเป็นหลัก?

ไปห้างสรรพสินค้าเมื่อจำเป็น
การพาครอบครัวไปพักผ่อนด้วยการตากแอร์เย็นๆ ที่ห้างสรรพสินค้า อาจจะให้ผลได้ไม่เท่าเสีย เพราะสภาพแวดล้อมของห้างสรรพสินค้ามี แต่สิ่งเร้าที่กระตุ้นให้เด็ก และผู้ใหญ่อดใจไม่ไหว การไป แต่ละครั้งอาจทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า เป็นการเพาะนิสัยการบริโภคให้ลูกในความถี่ที่น่าเป็นห่วง?

จ่ายกันคนละครึ่ง... ดีไหม?
คุณพ่อคุณแม่หลายรายใช้หลักจ่ายกันคนละครึ่งกับลูก เพื่อฝึกให้ลูกรู้จักเก็บเงิน และหากต้องการสิ่งใดจะได้รับผิดชอบจ่ายด้วยตัวเองบ้าง อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง? แต่ก็ต้องระวัง โดยการกำหนดกติกาว่าพ่อแม่จะหารด้วยในกรณีที่เป็นของจำเป็นจริงๆ เท่านั้น และระบบหารครึ่งนี้ จะไม่มีเงินผ่อนเด็ดขาด

สิ่งสำคัญที่อยากฝากถึงคุณพ่อคุณแม่?
อย่ารู้สึกผิดที่ไม่มีเวลาให้ลูก สงสารลูกที่ลูกหัวไม่ดี สงสารลูกที่เขาเจ็บป่วยเรื้อรัง แล้วจะไปชดเชยหรือทดแทนให้เขา ด้วยการซื้อของ หรือ ให้เงินแบบไม่มีกฎเกณฑ์ เงินจำนวนมากหรือของเล่นราคาแพงไม่สามารถทดแทนความรู้สึก ?ขาด? ในใจลูกได้? เพราะเราทำให้เขา ?อิ่ม? ได้ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ค่ะ


อยากให้ลูกสั่งสมทักษะชีวิตแบบไหน อยู่ที่ผู้ใหญ่จะเป็นตัวอย่างให้ดู ให้ลูกรับผิดชอบการใช้เงินด้วยตัวเอง การกำหนดค่าใช้จ่ายเป็นรายเดือน หรือรายสัปดาห์ ... อยากให้ลูกสั่งสมทักษะชีวิตแบบไหน อยู่ที่ผู้ใหญ่จะเป็นตัวอย่างให้ดู ให้ลูกรับผิดชอบการใช้เงินด้วยตัวเองการกำหนดค่าใช้จ่ายให้ลูกอย่างเหมาะสมในระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ เช่น รายอาทิตย์ รายเดือน เป็นการเริ่มต้นฝึกให้ลูกมีความรับผิดชอบขั้นพื้นฐาน? ควรสอนให้เด็กรู้จักประเมินการใช้เงินรายวัน และจัดสรรการใช้จ่ายด้วยตัวเอง วันใดจ่ายมากก็ต้องยอมรับสภาพว่าอีกวันต้องอดบ้าง เพื่อเรียนรู้ผลการใช้เงินเกินข้อตกลง

รางวัลมิใช่สิ่งของเสมอไป
การแสดงความชื่นชมลูกเมื่อเขาทำสิ่งที่ดีใช่ว่าจะต้องให้ของขวัญราคาแพงเสมอไป รางวัลสำหรับลูกอาจเป็นคำชมเชย จดหมายน้อยสักหนึ่งฉบับ ดาวทีละดวง? ครบห้าดวงเปลี่ยนเป็นไอศครีม 1 มื้อ เป็นต้น ควรคิดค้นวิธีการให้เด็กตื่นเต้นประทับใจ เช่น การส่งจดหมายถึงเด็กทางไปรษณีย์ แทนที่จะยึดแค่ความสะดวกสบาย โดยการให้รางวัลด้วยวัตถุเป็นหลัก?

ไปห้างสรรพสินค้าเมื่อจำเป็น
การพาครอบครัวไปพักผ่อนด้วยการตากแอร์เย็นๆ ที่ห้างสรรพสินค้า อาจจะให้ผลได้ไม่เท่าเสีย เพราะสภาพแวดล้อมของห้างสรรพสินค้ามี แต่สิ่งเร้าที่กระตุ้นให้เด็ก และผู้ใหญ่อดใจไม่ไหว การไป แต่ละครั้งอาจทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า เป็นการเพาะนิสัยการบริโภคให้ลูกในความถี่ที่น่าเป็นห่วง?

จ่ายกันคนละครึ่ง... ดีไหม?
คุณพ่อคุณแม่หลายรายใช้หลักจ่ายกันคนละครึ่งกับลูก เพื่อฝึกให้ลูกรู้จักเก็บเงิน และหากต้องการสิ่งใดจะได้รับผิดชอบจ่ายด้วยตัวเองบ้าง อย่างน้อยครึ่งหนึ่ง? แต่ก็ต้องระวัง โดยการกำหนดกติกาว่าพ่อแม่จะหารด้วยในกรณีที่เป็นของจำเป็นจริงๆ เท่านั้น และระบบหารครึ่งนี้ จะไม่มีเงินผ่อนเด็ดขาด

สิ่งสำคัญที่อยากฝากถึงคุณพ่อคุณแม่?
อย่ารู้สึกผิดที่ไม่มีเวลาให้ลูก สงสารลูกที่ลูกหัวไม่ดี สงสารลูกที่เขาเจ็บป่วยเรื้อรัง แล้วจะไปชดเชยหรือทดแทนให้เขา ด้วยการซื้อของ หรือ ให้เงินแบบไม่มีกฎเกณฑ์ เงินจำนวนมากหรือของเล่นราคาแพงไม่สามารถทดแทนความรู้สึก ?ขาด? ในใจลูกได้? เพราะเราทำให้เขา ?อิ่ม? ได้ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ค่ะ

ที่มา :http://www.suretax-accounting.com/articles/finance/102-2008-06-28-10-20-57.html

คำถามท้ายเรื่อง คือ
1. การเริ่มต้นฝึกให้ลูกมีความรับผิดชอบขั้นพื้นฐานควรทำอย่างไร
2. คุณพ่อคุณแม่หลายรายใช้หลักจ่ายกันคนละครึ่งกับลูกเพืออะไร
3. ไปห้างสรรพสินค้าเมื่อยามจำเป็น เพราะอะไร

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ดอยตุง-แม่ฟ้าหลวง ต้นแบบ เศรษฐกิจพอเพียง ของโลก

  • จัดทำบทความโดย ชื่อ-สกุล น.ส ชุติมา อือรวมสัมพันธ์ เลขทะเบียน 4902100686
  • เรื่อง ดอยตุง-แม่ฟ้าหลวง ต้นแบบ เศรษฐกิจพอเพียง ของโลก
    สัมภาษณ์ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาดอยตุง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3805 (3005)
    โครงการพัฒนาดอยตุง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ถือได้ว่าเป็นเมกะโปรเจ็กต์ไทยต้นแบบ "เศรษฐกิจพอเพียงของโลก" หรือศูนย์รวมพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ ที่มียุทธศาสตร์การจัดการเศรษฐกิจยั่งยืนอย่างสมบูรณ์ ทั้งป่าไม้ มนุษย์ (แรงงานชาวเขา) เกษตรแปรรูป ชุมชน วิถีชีวิต วัฒนธรรม และ การท่องเที่ยว ครบวงจร
    ให้สัมภาษณ์พิเศษ "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงยุทธศาสตร์การจัดการโครงการที่มีมากว่า 30 ปี โดยจะสร้าง แบรนด์ "ดอยตุง" เทียบชั้นตีตลาดแบรนด์สากลโลก ตอกย้ำให้เห็นถึงความพอเพียงคือความยั่งยืนในการดำรงประเทศให้อยู่รอดปลอดภัย
    - วางยุทธศาสตร์พัฒนาดอยตุงฯอย่างไร
    สมเด็จย่าท่านเคยมีพระดำรัสว่า เราเกิดมา เป็นประเทศเกษตรกร เป็นสันหลังของชาติ ท่านเป็นปราชญ์ที่พูดน้อย หากได้สร้างเศรษฐกิจพอเพียงอย่างยิ่งใหญ่เข้าถึงรากหญ้าอย่างสมบูรณ์ หาก "ความพอเพียง" แต่ละคนจะต่างระดับกัน เช่น เศรษฐีพอใจเมื่อได้ขี่เฟอร์รารี่ ส่วนชาวบ้านกินมื้อละ 20 บาท ก็เพียงพอ
    ในโครงการดอยตุงได้รับการพัฒนาด้วยยุทธศาสตร์เป้าหมาย "แก้ไขความยากจน" เพื่อสร้างความยั่งยืน เพราะการปรับทัศนคติกับคนจน ที่อยากทำกินอย่างสุจริตแก้ไขได้เสมอ ดูตามสมเด็จย่าทรงทำต้นแบบการพัฒนาด้วย 3 ศาสตร์ คือ 1) แก้ไขปากท้องความอยู่รอดหรือความจน 2) ขจัดการเจ็บไข้ 3) ให้ความรู้การศึกษาแก่ชุมชน ลำดับแรก สังคมต้องมีการศึกษาก่อนจึงเปลี่ยนแปลงได้ ท่านทรงสอนว่า ต้องทำให้คน 99% อยู่รอดได้ เมื่อน้อมรับพระดำรัสแล้ว ผมก็ดำเนินการทันที 2 ข้อ คือแก้ไขความยากจน กับสร้างโอกาสให้ชุมชน
    แนวทางคือ คนที่มีโอกาสน้อยต้องร่วมมือกัน ส่วนผู้มีเงินต้องปลุกผีคนเหล่านี้ให้ลงมาช่วยดูแลรากหญ้า แล้ววัดผลดูว่าเงินในกระเป๋าชาวบ้านมาจากการทำงานจริง ไม่ใช่ใช้เงินแจกลงไปจะช่วยได้เพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น
    ยุทธศาสตร์ดอยตุงวางไว้ครั้งละ 12 ปี ก่อนทำต้องคุยกับชาวเขาแถบนี้ที่จะรับเข้าทำงานก่อน ถึงเดิมมีชีวิต รายได้ ความเป็นอยู่ อย่างไร อนาคตเมื่อเข้ามาทำงานด้วยกันแล้วจะต้องร่วมมือกันเป็นเสมือนหุ้นส่วนของโครงการ นั่นคือดอยตุงเปิดโอกาสให้ชาวบ้านถือหุ้นและรับปันผลโดยเป็นเจ้าของต้นกาแฟที่รับผิดชอบดูแล ยิ่งสร้างผลผลิตต่อต้นใส่ปุ๋ยพรวนดินด้วยต้นทุนที่ถูก มีเมล็ดกาแฟออกมาหนักเท่าไร ทุกคนจะได้รับส่วนแบ่งตามจริง
    ระยะแรกที่ชาวเขายังไม่มี "ส่วนร่วมเป็นเจ้าของประโยชน์" ในผลิตภัณฑ์กาแฟ แรงงานเหล่านี้ก็ไม่ใส่ใจการใส่ปุ๋ยหรือผลผลิต เมื่อใช้หลักให้เขามีส่วนร่วมรับส่วนแบ่งรายได้ กลยุทธ์ การดูแลต้นกาแฟก็ดีวันดีคืน ส่วนดอยตุงมีหน้าที่สร้างโรงงานคั่วเมล็ดกาแฟ และสร้างสรรค์ แพ็กเกจบรรจุภัณฑ์ ผมตั้งเป้าจะสร้าง "ดอยตุง" เป็นบิ๊กแบรนด์แข่งขันในตลาดโลกให้ได้เพิ่มมูลค่าให้สูงขึ้น
    - ยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวจะทำควบคู่กันอย่างไร
    เนื่องจากดอยตุงเป็นโครงการขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ใน อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย มีทรัพยากรหลากหลายอยู่ในพื้นที่สุดลูกหูลูกตา ดังนั้นการจัดการด้วยระบบมืออาชีพเป็นหัวใจสำคัญที่สุด "การท่องเที่ยว" เป็นแม่เหล็กอีกโครงการสามารถดึงคนจากทุกอาชีพ และทุกชาติเข้ามาทัศนศึกษาและพักผ่อนหย่อนใจได้ปีละหลายล้านคน สร้างรายได้ปีละหลายพันล้านบาท
    ภายในโครงการมีรูปแบบการเที่ยวอย่างมีความรู้เชื่อมโยงแบบครบวงจร เดินเรื่องท่องเที่ยวผูกโยงกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ไล่เรียงถึงวิถีชีวิตของคนไทยในอาชีพหลักเกษตรกรรม ที่มีกรรมวิธีสร้างมูลค่าเพิ่มการค้าด้วยการแปรรูปสินค้าเกษตร เช่น กาแฟดอยตุง มีขั้นตอนการผลิต แพ็กเกจจิ้ง แบรนด์ และตลาดกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจนเป็นระบบ
    ส่วนพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวมีรองรับถึง 9 จุด ได้แก่ พระตำหนักดอยตุง หอพระราชประวัติ สวนแม่ฟ้าหลวง สวนรุกขชาติดอยช้างมูบ หมู่บ้านชาวเขา พระธาตุดอยตุง ไร่กาแฟและแม็กคาเดีย ศูนย์ผลิตและจำหน่ายงานมือ และดอยตุงลอร์ด
    ขณะนี้ผมกำลังวางแผนรวบรวมตำนาน "ขุนส่า" เพราะวันนี้ในดอยตุงคนของขุนส่าหรือชาวบ้านที่เคยร่วมประวัติศาสตร์ รู้จักวิถีชีวิต ซึ่งสามารถถ่ายทอดเรื่องราวให้คนรุ่นหลังฟัง ต่างอาศัยอยู่ในโครงการและพร้อมที่จะเปิดเผยทุกเหตุการณ์ ระหว่างนี้ผมกำลังรวบรวมเครื่องมือ เครื่องใช้ และ สิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตำนาน ขุนส่า เพื่อนำมาจำลองไว้ ณ ดอยตุง ให้นัก ท่องเที่ยวหรือคนอีกเป็นจำนวนมากที่ต้องการฟังคำบอกเล่าเรื่องจริงได้เข้ามาสัมผัสโดยตรง
    ถือเป็นไฮไลต์การท่องเที่ยวซึ่งสะท้อนความผูกพันในอดีตเกี่ยวกับพ่อค้าและเส้นทางยาเสพย์ติด ที่ดอยตุงต้องให้ความรู้ สร้างงานและปลดแอกความจนโดยสร้างโอกาสแก่ชาวไทยภูเขาเพื่อสร้างชุมชนอันยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม จากเดิมชาวเขาต้องค้ายาเสพย์ติดมาเป็นคนปลูกกาแฟ ยุคบุกเบิกทุกวันแต่ละคนต้องเดินป่าขึ้นเขาระยะทาง 10 ก.ม. ได้ค่าจ้างวันละ 40-50 บาท แต่เดี๋ยวนี้แรงงานมีมากกว่า 1,000 คน ขับรถ มอเตอร์ไซค์มาทำงานทำให้ดอยตุงมีรายได้วันละหลายร้อยบาท ดำรงชีพอย่างพอเพียงมีความสุข
    - มีข้อเสนอแนะอะไร หลังเหตุการณ์ประวัติศาสตร์กษัตริย์ 25 ประเทศเสด็จเยือนไทย
    ผมว่าเป็นประวัติศาสตร์โลก King of The King หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านท่องเที่ยวควรหยิบยกขึ้นมาทำโครงการทันที โดยเฉพาะ "สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ" หรือ สสปน. (TCEB : Thailand Convention & Exhibition Bureau) ควรลุกขึ้นมาทำหน้าที่รวบรวมทำโครงการตลอดไป
    จากพระราชดำรัสของกษัตริย์แต่ละพระองค์ เห็นได้ชัดเจนว่าทรงซาบซึ้งอย่างมากต่อรูปแบบการจัดการเศรษฐกิจพอเพียง ของในหลวงเรา เราเป็นข้าราชบริพาร ทำไมจะนำมาคิดแล้วทำต่อไม่ได้ เพราะทุกโครงการพระราชดำริทั้งหมดเห็นได้ชัดว่า มีคุณค่าอย่างมากต่อสังคมโลกและเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด ที่เกิดจาก 2 เรื่อง คือประชาชนมีวิถีการดำรงชีวิต อยู่ตามอัตภาพอย่างพอเพียง และในความพอเพียงยังสามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกัน บนพื้นฐานซื่อสัตย์จริงใจ
    ถึงเวลาแล้วหรือยัง สำหรับคนไทยและ 19 คลัสเตอร์ 75 จังหวัด ควรเดินทางเข้าไปศึกษาเรียนรู้เพื่อนำต้นแบบ "ดอยตุง" มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง มาพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างจริงจัง แทนการ ของบประมาณ หรือใช้ภาษีของประชาชน เดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งมีวิถีชีวิต และสังคมคนละแบบกับไทย ต่อให้ทุ่มงบฯจนหมดตัว ก็ไม่อาจพลิกฟ้าสร้างแผ่นดินเกษตรกรรม เป็นทุนนิยมเช่นต่างชาติได้
  • ที่มา www.nidambe11.net/ekonomiz/2006q2/2006june29p12.htm
  • คำถามท้ายเรื่อง
  • ข้อ 1 สมเด็จย่าท่านเคยมีพระดำรัสว่า ความพอเพียงของแต่ละคนมีความต่างกัน ให้ยกตัวอย่างมาประกอบ
  • ข้อ 2 ดอยตุง มีชื่อมูลนิธิว่าอะไร
  • ข้อ 3 เป้าหมายของโครงการพัฒนาดอยตุงคืออะไร